หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ชาติมหาอำนาจใหม่อย่างอเมริกาได้ปรับรูปแบบกองกำลังทหารเรือ โดยยึดเอาเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นกองกำลังหลักในที่สุด อีกทั้งยังได้รับมอบหมายให้บรรทุกอาวุธที่ใช้เผด็จศึกอย่างระเบิดปรมาณู แต่ยุคแรกของระเบิดปรมาณูมีขนาดที่ใหญ่มาก ทำให้เครื่องบินที่ใช้ในการนำระเบิดไปทิ้งต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น และแน่นอนว่าตัวเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นก็ต้องใหญ่ตามไปด้วย หลังจากสงครามเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นมิดเวย์ (USS Midway :CV-41) จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยระวางน้ำขนาด 45000 ตันใหญ่กว่าเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นก่อนหน้าอย่างชั้นเอสเซ็กซ์ถึง1.5 เท่า ความยาวลำตัวเรือ 295 เมตร (ชั้นเอสเซ็กซ์ 250 เมตร) ความกว้าง  34 เมตร (ชั้นเอสเซ็กซ์ 28 เมตร)
  นอกจากนี้แล้ว เทคโนโลยีเครื่องบินก็ก้าวหน้าขึ้นสู่ยุคเครื่องบินไอพ่น ตัวเรือบรรทุกเครื่องบินก็ต้องพัฒนาขึ้นตาม อังกฤษที่แม้จะพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ แต่เพราะขนาดประเทศ เศรษฐกิจ กำลังการผลิตที่ไม่อาจทำโปรเจคใหญ่ๆได้เหมือนเช่นอเมริกา จึงมอบองค์ความรู้ที่ตนเองมีให้อเมริการ่วมพัฒนาได้แก่
1. ดาดฟ้าเฉียงหรือ Angled Deck ที่แยกส่วนเครื่องที่จะขึ้นบินกับเครื่องที่จะลงจอดออกจากกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการขึ้นลงของเครื่องบินได้เร็วขึ้น
2. แท่นปล่อยเครื่องบินระบบไอน้ำ แท่นปล่อยที่สามารถรับน้ำหนักเครื่องบินไอพ่นได้ดี
ทั้งสองเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเอสเซ็กซ์และชั้นมิดเวย์ อีกทั้งยังกลายเป็นรูปแบบเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั้นเอง
 
เรือบรรทุกเครื่องบินมิดเวย์
 
  และสิ่งที่กลายเป็นความต้องการลำดับต่อมาของอเมริกาต่อเรือบรรทุกเครื่องบินคือ ระยะเวลาในการออกปฏิบัติงานระยะยาว ยิ่งทำให้ต้องเพิ่มขนาดของเรือบรรทุกเครื่องบินขึ้นอีก จนเป็นที่มาของเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นฟอร์เรสตัล (ระวางน้ำ 60000 ตัน) , เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นคิตตี้ฮอว์ค (ระวางน้ำ 61000 ตัน) และเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเอนเทอร์ไพรซ์พลังนิวเคลียร์ลำแรกของโลก (ระวางน้ำ 74000 ตัน)
  จากช่วงสงครามเย็นไม่ว่าจะเป็นสงครามเกาหลี หรือจะเป็นสงครามเวียดนาม ทำให้อเมริกาต้องออกไปทุกน่านน้ำเพื่อต่อสู้กับระบบคอมมิวนิสต์ ทำให้ได้รับบทเรียนต่างๆในการนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพของกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรือบรรทุกเครื่องบิน เช่น  ระบบป้องกันน่านฟ้าระยะใกล้จากการใช้ปืนต่อสู้อากาศยานกลายเป็นระบบมิสไซต์  หรือจะเป็นระบบป้องกันน่านฟ้าในระยะประชิดจากระบบปืนกลรุ่นเก่ากลายเป็นระบบ CIWS (Close-In Weapon System) เป็นต้น
 
เรือบรรทุกเครื่องบินเอนเทอร์ไพรซ์
 
  ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศที่ใช้เรือบรรทุกเครื่องบินในการรบเคียงข้างอย่างอังกฤษ เมื่อสงครามสิ้นสุดก็ยังคงต่อเรือบรรทุกเครื่องบินออกมาประจำการอยู่เรื่อยๆ แต่ด้วยปัญหาของขนาดเศรษฐกิจที่เทียบกับอเมริกาได้ลำบากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่ใช้ไปกับสงครามจำนวนมากบวกกับการประกาศอิสรภาพของประเทศในบริวารที่เพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่องทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอังกฤษเป็นไปได้ช้า เป็นผลให้เทคโนโลยีด้านเรือบรรทุกเครื่องบินของตนจำเป็นต้องหาพันธมิตรในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการพัฒนา และเป็นอเมริกานี่เองที่รับบทนั้นอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น
   ถึงกระนั้นแล้ว การปฎิบัตการของเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นยังสร้างปัญหาหนักใจให้กับอังกฤษอยู่ดี ทำให้มีการปลดประจำการหรือแยกชิ้นส่วนของเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษจำนวนพอสมควรเพื่อลดค่าใช้จ่าย และนำไปสู่เรือบรรทุกเครื่องบินรูปแบบใหม่ เมื่อกองเรือบรรทุกเครื่องบินกองสุดท้ายของอังกฤษ ฮามิส (HMS Hermes, R12) ที่เข้าใกล้อายุปลดประจำการ ได้เข้าร่วมสงครามฟอกแลนด์ในฐานะเรือธงของอังกฤษ เวลานั้นเรือบรรทุกเครื่องบินดาดฟ้าเรือแบบสกีจัมป์เพิ่งเข้าประจำการสดๆร้อนๆอย่างเรือบรรทุกเครื่องบินเบา อินวินซิเบิล (HMS Invincible, R05) ที่มาพร้อมเครื่องบินแบบบินขึ้นลงแนวตั้งและระยะทางขึ้นบินสั้น (V/STOL) อย่างซีแฮร์ริเออร์และแฮร์ริเออร์นั้นแสดงประสิทธิภาพให้โลกได้รับรู้ กลายเป็นต้นกำเนิดเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็กที่เหมาะสำหรับประเทศที่ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่แบบอเมริกา
 
เรือบรรทุกเครื่องบินเบา อินวินซิเบิล
 
  อีกด้านหนึ่ง ประเทศฝรั่งเศสที่เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของเรือบรรทุกเครื่องบินจากการเผื่อแผ่ของอเมริกาในสงครามโลก ทำให้หลังสงครามก็ได้เริ่มต่อเรือบรรทุกเครื่องบินของตนเองขึ้นบ้าง พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นประเทศที่สองที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ในครอบครอง โดยพื้นฐานออกแบบเรือบรรทุกเครื่องบินของฝรั่งเศสจะต่างจากอเมริกาตรงเน้นจุดประสงค์โจมตีแบบฉับพลัน คล่องตัวด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากและเทคโนโลยีพรางตัว
 
เรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ล เดอ โกล
 
  กลับมาที่อเมริกา ด้วยค่าต่อเรือที่สูงมากของเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ ทำให้หลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินเอนเทอร์ไพรซ์ ก็ต้องกลับมาต่อเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานรูปแบบเดิมอย่างเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกา (USS America (CV-66)) และเรือบรรทุกเครื่องบินจอห์น เอฟ เคนเนดี้ (USS John F. Kennedy (CV-67)) โดยทั้งสองลำได้ปรับจุดด้อยของเรือบรรทุกเครื่องบินคิตตี้ฮอว์คและเรือบรรทุกเครื่องบินคอนสเตลเลชั่น เรือชั้นเดียวกันที่เข้าประจำการก่อนหน้านี้
  ที่จริงไม่เพียงแค่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทางอเมริกาได้ลองต่อเรือที่ใช้พลังนิวเคลียร์ แต่เมื่อเทียบข้อดีข้อเสียแล้ว ทำให้อเมริกาสรุปได้ว่า จะต่อเรือที่ใช้พลังนิวเคลียร์เพียงแค่ เรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำเท่านั้น หลังจากนั้นเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ลำที่สองของอเมริกาก็ได้ถูกต่อขึ้นในอีก 9 ปีต่อมาหลังจากลำแรก และเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นก็คือ เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์นั้นเอง
 
เรือบรรทุกเครื่องบินนิมิตซ์
 
  เรือบรรทุกเครื่องบินนิมิตซ์ (USS Nimitz (CV-68)) ใช้เตาพลังงานนิวเคลียร์ A4W ของบริษัทเวสติงเฮาส์ บริษัทเดียวกันกับที่ติดตั้งเตาพลังงานนิวเคลียร์ A2W ของเรือบรรทุกเครื่องบินเอนเทอร์ไพรซ์ โดยเตาพลังงานนิวเคลียร์ A4W สามารถสร้างพลังงานไอน้ำได้ถึง 140000 แรงม้า และมีอายุใช้งานของขั้วพลังงานมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีประสิทธิดีกว่าเตาพลังงานนิวเคลียร์ A2W ที่สามารถสร้างพลังงานไอน้ำ 35000 แรงม้า อายุใช้งานของขั้วพลังงาน 3-20 ปี
เสริมนิดหน่อย
1. รหัสของเตาพลังงานนิวเคลียร์มีความหมายดังนี้
ตัวอักษรลำดับแรกหมายถึงชนิดของเรือที่เตาพลังงานนิวเคลียร์บรรทุกอยู่เช่น
    A: เรือบรรทุกเครื่องบิน
    F: เรือฟริเกต
   C: เรือลาดตระเวน
   D: เรือพิฆาต
   S: เรือดำน้ำ
ตัวเลขลำดับที่สองหมายถึงรุ่นของเตาพลังงานของแต่ละบริษัท
ตัวอักษรลำดับที่สามหมายถึงบริษัทผู้ผลิตเตาพลังงานเช่น
   B: Bechtel Marine Propulsion Corporation
   C: Combustion Engineering
   G: General Electric
   W: Westinghouse
2. เตาพลังงานนิวเคลียร์ A2W ของเรือบรรทุกเครื่องบินเอนเทอร์ไพรซ์เปลี่ยนขั้วทั้งหมด4ครั้ง 32 ขั้ว (เอนเทอร์ไพรซ์มีเตา A2W 8 เตา) ในระยะเวลา 51 ปี โดยครั้งแรกมีอายุ 3 ปี ครั้งที่สอง 5 ปี ครั้งที่สาม 20 ปี ครั้งสุดท้ายอยู่จนเรือปลดประจำการ
 
  หลังจากนั้นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ก็กลายมาเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินมาตรฐานของอเมริกา มีการต่อเรือชั้นนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 9 ลำในระยะเวลาเพียงแค่ 30 ปีดังนี้
1.  เรือบรรทุกเครื่องดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (CVN-69)
2.  เรือบรรทุกเครื่องคาร์ล วินสัน (CVN-70)    
3.  เรือบรรทุกเครื่องทีโอดอร์ รูสเวลต์ (CVN-71)
4.  เรือบรรทุกเครื่องอับราฮัม ลินคอร์น (CVN-72)
5.  เรือบรรทุกเครื่องจอร์จ วอชิงตัน (CVN-73)
6.  เรือบรรทุกเครื่อง จอห์น ซี. สเตนนิส (CVN-74)
7.  เรือบรรทุกเครื่องแฮร์รี เอส. ทรูแมน (CVN-75)
8.  เรือบรรทุกเครื่องโรนัลด์ เรแกน (CVN-76)
9.  เรือบรรทุกเครื่องจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (CVN-77)
  โดยระหว่างนั้นการล้มสลายของโซเวียต ทำให้สงครามเย็นยุติลงไปด้วย รูปแบบสงครามจึงเปลี่ยนไปกลายเป็นสงครามขนาดเล็กเช่นสงครามต่อต้านก่อการร้ายเป็นต้น ไม่เว้นแม้กระทั่งอเมริกาก็จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบของการทำการรบไปด้วย เครื่องบินแบบ V/STOL และเฮลิคอปเตอร์เริ่มมีบทบาทบนเรือบรรทุกเครื่องบินมากขึ้น เพราะช่วงลดต้นทุนการปฎิบัติการลงเป็นจำนวนมาก นอกจากอเมริกาแล้ว ประเทศอื่นๆก็เริ่มที่จะครอบครองเรือบรรทุกเครื่องบินเบามากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน เพราะเทคโนโลยีด้านเครื่องบินรบก็พัฒนามากขึ้น เครื่องบินรบสมรรถภาพสูงรุ่นใหม่อย่าง F35 ก็ยังมีรุ่น B ที่สามารถขึ้นลงแนวตั้งได้ สามารถลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินเบาได้อย่างไม่มีปัญหา
 
  แต่ก็ไม่ใช่ว่าอเมริกาจะเปลี่ยนรูปแบบของกองเรือบรรทุกเครื่องบิน เพราะยังมีแผนที่จะต่อเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ต่อจากชั้นนิมิตซ์ ที่มีกำหนดการเข้าประจำการในปี 2015 คือเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด (CVNX หรือ CVN-21)โดยตัวเรือมีการปรับปรุงหลายอย่าง ดึงข้อดี ลบข้อเสียของชั้นนิมิตซ์เช่น เปลี่ยนเตาพลังงานเป็น A1B ที่มีอายุของขั้วที่ยาวนานกว่าเดิม แถมยังให้พลังงานที่มากกว่า, ปรับสะพานเรือให้มีคุณสมบัติพรางตัวและติดตั้งเรดาห์รุ่นใหม่,  เปลี่ยนแท่นปล่อยเครื่องบินเป็นระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ลดการต่อท่อเดินสายในตัวเรือให้มีพื้นที่มากขึ้นเป็นต้น การทำเช่นนี้ยังช่วยลดจำนวนลูกเรือจากชั้นนิมิตซ์ถึงหนึ่งส่วนสามอีกด้วย
(CVNX หมายถึงเรือบรรทุกเครื่องบินที่อยู่ระหว่างพัฒนา ส่วน CVN-21 ไม่ได้หมายถึงหมายเลขเรือ แต่หมายถึงเรือบรรทุกเครื่องบินในศตวรรษที่ 21)

  ทางด้านอังกฤษหลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินเบาชั้นอินวินซิเบิล ก็มีแผนที่จะต่อเรือบรรทุกเครื่องบินเบารุ่นใหม่โดยมีชื่อว่าชั้นควีนอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth) มีกำหนดการเข้าประจำการในปี 2016 และชั้นเดียวกันในลำดับที่สองนาม (HMS Prince of Wales) ในอีกสองปีถัดไป ส่วนทางด้านฝรั่งเศส ที่ใช้ระบบเรือบรรทุกเครื่องบินสองลำประจำการตั้งแต่ก่อนที่ชาร์ล เดอ โกลจะเข้าประจำการนั้น ตอนนี้มีเพียงชาร์ล เดอ โกลเพียงลำเดียวเท่านั้น ก็มีเเผนที่จะต่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ใช้ชื่อแผนว่า Porte-Avions 2 ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ
  อีกสองประเทศที่เข้ามาสู่วงการเรือบรรทุกเครื่องบินคือ อินเดียที่เริ่มต่อเรือบรรทุกเครื่องต่อเองของประเทศลำแรกชื่อ Vikrant และลำที่สองที่มีชื่อโครงการว่า IAC-2 ส่วนอีกประเทศคือจีนกับเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง อดีตเรือบรรทุกเครื่องบินที่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ของรัสเซียชื่อวาริยัก ที่พึ่งทดลองการขึ้นลงของเครื่องบินรบสำเร็จเมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้ และยังมีแผนที่จะสร้างเรือบรรทุกเครื่องต่อเองของประเทศด้วย
 
ก่อนจะจบในตอนนี้มาสรุปประเทศที่ครอบครองเรือบรรทุกเครื่องบินในปัจจุบันกันนะครับ
นอกจากที่กล่าวไปแล้วอย่าง
- สหรัฐอเมริกา
  เรือบรรทุกเครื่องบินประจำการณ์ 11 ลำ (ชั้นเอนเทอร์ไพรซ์ 1 ลำ ชั้นนิมิตซ์ 10 ลำ)
  อยู่ในระหว่างต่อ 1 ลำ
- อังกฤษ
  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ (อินวินซิเบิล 1 ลำ)
  อยู่ในระหว่างต่อ 2 ลำ
- ฝรั่งเศส
  เรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำ (ชาร์ล เดอ โกล 1 ลำ)
  อยู่ในระหว่างต่อ 1 ลำ
- อินเดีย
  อยู่ในระหว่างต่อ 2 ลำ
  กำลังติดต่อซื้อขาย 1 ลำ (เรือบรรทุกเครื่องบินรัสเซีย)
- จีน
  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ

ยังมีอีก 5 ประเทศที่ยังไม่กล่าวถึงอย่าง
- อิตาลี
  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 2 ลำ (เรือคาวัวร์ (Cavour) และเรือกุสซิปปิ การิบัลดิ (Giuseppe Garibaldi))
- สเปน
  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ (เรือปรินซีเปเดอัสตูเรียส (Príncipe de Asturias))
- รัสเซีย
  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ (เรือแอดมิรัลคูซเน็ตซอฟ (Admiral Kuznetsov))
- บราซิล
  เรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำ (เรือเซาเปาลู (São Paulo))
- ไทย
  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ (เรือจักรีนฤเบศร (HTMS Chakri Naruebet))

Comment

Comment:

Tweet