ในปัจจุบัน ถ้าพูดถึงเรือบรรทุกเครื่องบินหลายท่านคงจะนึกถึงเรือลำใหญ่ที่มีดาดฟ้าขึ้นลงของเครื่องบินบนที่ยาวไปตลอดลำเรือ แต่ใครจะคิดว่าเรือที่ได้ชื่อว่าเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกในโลกนั้นไม่มีรันเวย์ เรือลำนั้นชื่อ "ฝู่ดร์ (Foudre)" เรือรบสัญชาติฝรั่งเศส เดิมถูกต่อให้เป็นเรือบรรทุกเรือตอปิโด (เรือตอปิโดคือ เรือที่ทำหน้าที่เหมือนตอปิโดในปัจจุบัน แต่สมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีในการบังคับอัตโนมัติจึงต้องมีคนบังคับ) ในปี 1892 ปล่อยลงสู่น้ำปี 1895 เรือฝู่ดร์ได้ทำภารกิจที่ได้รับจนเมื่อมีการพัฒนาพลังทำลายของเรือตอปิโดให้สามารถสร้างรูขนาดใหญ่แก่เรือรบศัตรู ทำให้ตัวเรือตอปิโดก็จำเป็นต้องเพิ่มขนาดตามขึ้นไปด้วย จนเรือฝู่ดร์มีความสามารถไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือตอปิโดรุ่นใหม่ๆ จึงมีการปรับปรุงเรือฝู่ดร์ให้กลายเป็นเรือซ่อมแซ่มในปี 1907 และเป็นเรือปล่อยทุนระเบิดในปี 1910 สองปีถัดมาทางกองทัพเรือฝรั่งเศสได้รูปแบบการโจมตีใหม่ๆแทนที่เรือตอปิโด ซึ่งตัวเลือกนั้นก็คือเครื่องบินทะเลนั้นเอง เนื่องด้วยเรือฝู่ดร์นั้นมีเครนที่สำหรับยกเรือตอปิโดติดตั้งอยู่แล้ว ทำให้ง่ายต่อการปรับปรุงให้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินน้ำ และได้กลายเป็นเรือที่ได้ชื่อว่าเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกในโลกในปี 1913
 
เรือบรรทุกเรือตอปิโดฝู่ดร์          เรือบรรทุกเครื่องบินน้ำฝู่ดร์
 
  ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินที่เกิดขึ้นในยุคใกล้ๆกันยังมีอีกสองลำได้แก่ "วากะมิยะ (Wakamiya)" เดิมเป็นเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษที่ถูกต่อขึ้นในปี 1901 ชื่อ "เลทิงตัน (Lethington)" ในช่วงสงครามญี่ปุ่น-รัสเซีย ได้ถูกว่าจ้างให้บรรทุกสินค้าต้องห้ามระหว่างสงครามผ่านน่านน้ำของญี่ปุ่น (จากฮ่องกงไปวลาดิโวสตอค) เลยถูกยึดโดยกองทัพเรือญี่ปุ่นและโอนต่อให้บริษัท NYK เป็นผู้ดูแล ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเป็น "วากะมิยะมารุ (Wakamiyamaru)" ทำได้ที่ขนส่งเสบียงสินค้าทั่วไป จนในปี 1913 จึงถูกกองทัพเรือญี่ปุ่นเรียกกลับมาในกองทัพและถูกปรับปรุงให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินน้ำในเดือนสิงหาคมปี 1914 หลังจากนั้นหนึ่งเดือนได้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในวันที่ 5 กันยายน ปี 1914 ที่จังหวัดชิงเต่าประเทศจีน โดยรับหน้าที่บรรทุกเครื่องบินน้ำที่จะไปทิ้งระเบิดศูนย์บัญชาการรบเยอรมัน อีกลำเป็นของกองทัพเรืออังกฤษนาม "รอยัล อาร์ค (HMS Royal Ark)" เรือสินค้าที่อยู่ระหว่างต่อถูกซื้อและเปลี่ยนแบบเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินน้ำเสร็จในปี 1914
 
  เรือบรรทุกเครื่องบินน้ำวากะมิยะ       เรือบรรทุกเครื่องบินน้ำรอยัล อาร์ค
 
  ช่วงยุคแรกของเรือบรรทุกเครื่องบินน้ำนั้นมีกระบวนการปล่อยเครื่องบินน้ำโดยการยกเครื่องบินน้ำจากในตัวเรือลงสู้พื้นน้ำโดยเครน (หรือเดอริก) และแน่นอนการเก็บเครื่องบินน้ำเข้ามาในตัวเรือก็ต้องใช้เครนเช่นเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้การขึ้นบินของเครื่องบินน้ำต้องทำเมื่อทะเลสงบเท่านั้น ถ้ามีคลื่นรบกวนก็ไม่สามารถออกทำการบินได้ ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยแท่นลาดเอียงปล่อยเครื่องบิน ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นนั้น กองทัพเรืออังกฤษได้ซื้อเรือเดินสมุทร "กัมปาเนีย (HMS Campania)" และปรับปรุงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินน้ำในปี 1915 โดยมีแท่นลาดเอียงปล่อยเครื่องบินยาว 37 เมตรนับจากหัวเรือ ทำให้สามารถปล่อยเครื่องบินขึ้นทำการบินได้ทั้งทางผิวน้ำและทางแท่นลาดเอียงปล่อยเครื่องบิน (แต่ก็ยังไม่สามารถนำเครื่องบินลงบนเรือได้) ด้วยเพราะแท่นลาดเอียงปล่อยเครื่องบินนั้นเองทำให้เกิดแนวคิดการเปลี่ยนตำแหน่งของปล่องไฟ(จากเดิมคือบริเวณเหนือเตาเผาถ่านหิน) ไปด้านหน้าจากตำแหน่งเดิมถึง 61 เมตร และในปี 1917 ยังได้มีการนำเครื่องบิน ที่ใช้ระยะในการวิ่งเพื่อทำการบินเพียง 14 เมตรอย่างเครื่องปีกสองชั้น Sopwith Pup มาใช้ พร้อมทั้งติดตั้งลิฟท์ขนส่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกอีกด้วย (เรือลำนี้ประจำการณ์บริเวณช่องแคบโดเวอร์ และใกล้ชายฝั่ง เนื่องจากกระบวนการปล่อยเครื่องบินใช้เวลานาน และเครื่อง Sopwith Pup ไม่สามารถลงจอดบนเรือได้ ต้องอาศัยลงรันเวย์บนบกที่อยู่ใกล้เคียง)
 
เรือบรรทุกเครื่องบินน้ำกัมปาเนีย       เครื่องบินปีกสองชั้น Sopwith Pup
 
 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วันที่ 21 สิงหา ปี 1917 ผลจากเครื่องบิน Sopwith Pup ที่ออกบินจากเรือลาดตระเวนเบากองทัพเรืออังกฤษ "ยาร์มัธ (HMS Yarmouth)" ติดแท่นลาดเอียงปล่อยเครื่องบินสามารถยิงเครื่องบินเยอรมัน Zeppelin ตก แสดงให้เห็นว่าเครื่องบินปีกสองชั้นมีสมรรถภาพเหมาะกับการรบมากกว่าเครื่องบินน้ำที่มีน้ำหนักมากไม่เหมาะกับสงครามกลางอากาศ ทำให้แนวคิดที่เครื่องบินสามารถขึ้นลงนั้นถูกยกนำมาใช้ในกองทัพเรืออังกฤษ โดยได้เปลี่ยนแปลงเรือลาดตระเวนเบาที่อยู่ระหว่างต่อ "ฟิวเรียส (HMS Furious)" โดยมีขนาดดาดฟ้าขึ้นลงของเครื่องบินยาว 70 เมตร กว้าง 15 เมตร พร้อมทั้งติดตั้งลิฟท์ขนส่งเครื่องบิน ตัวเรือเสร็จสมบูรณ์เดือนสิงหาคม 1916 แต่เนื่องด้วยโครงสร้างที่เดิมถูกต่อมาเพื่อเป็นเรือลาดตระเวนเบา ทำให้การลงจอดของเครื่องบินนั้นทำได้ลำบาก เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมาย
 
 
เรือบรรทุกเครื่องบินยาร์มัธ       เรือบรรทุกเครื่องฟิวเรียส
 
 จากบทเรียนนี้เองทางกองทัพเรืออังกฤษได้ซื้อเรือสำราญที่อยู่ระหว่างต่อชื่อ "คอนเต้ รอสโซ่ (Conte Rosso)" มาปรับปรุงแบบเพื่อให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่มีดาดฟ้าขึ้นลงของเครื่องบินที่ยาวไปตลอดลำเรือเป็นลำแรกของโลก ปล่อยลงน้ำวันที่ 2 ธันวาคม ปี 1917 พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น "อาก๊อส (HMS Argus)" และเรือลำนี้ทำให้ทราบถึงปัญหาผลกระทบของแรงลมระหว่างขึ้นลงของเครื่องบิน นำมาซึ่งการทดลองเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจนได้รูปทรงไอร์แลนด์ หรือรูปทรงสะพานเดินเรือด้านข้างที่เป็นพิมพ์นิยมของเรือบรรทุกเครื่องบินในปัจจุบันนี้เอง โดยเรือดังกล่าวคือเรือประจัญบาลชิลีที่อยู่ระหว่างต่อก่อนที่กองทัพเรืออังกฤษจะซื้อนำไปปรับปรุงนาม "อีเกิ้ล (HMS Eagle)" มาพร้อมลิฟท์ขนส่งเครื่องบินหัวเรือท้ายเรืออย่างละที่ ตัวเรือมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนเรือบรรทุกเครื่องบินลำก่อนๆตรงดาดฟ้าเรือถูกเชื่อมติดกับตัวเรือ แถมด้วยต้นแบบเกราะตัวเรือบรรทุกเครื่องบินใต้น้ำ เป็นต้นแบบให้เรือบรรทุกเครื่องบินในยุคหลังๆอีกด้วย
 
เรือบรรทุกเครื่องบินอาก๊อส                 เรือบรรทุกเครื่องบินอีเกิ้ล
 
 ช่วงสงครามโลกนอกจากอังกฤษแล้ว ยังมีสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่เล็งเห็นประสิทธิภาพของเรือบรรทุกเครื่องบิน พัฒนาเทคโนโลยีของตนเองขึ้นมา เช่นอเมริกาได้ทำการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบิน "แลงลีย์ (USS Langley)" เจ้าของรหัส CV หมายเลขที่ 1 เข้าประจำการในปี 1922 ซึ่งในปีเดียวกันนั้นทางญี่ปุ่นได้ทำการสร้างเรือ "โฮโชว (Hosho)" เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของโลกที่ถูกวางแปลนให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินมาตั้งแต่ต้น และตอนนั้นได้มีการตกลงในสนธิสัญญานาวิกวอชิงตันทำให้ทั้งอเมริกาและญี่ปุ่นได้ทำการปรับปรุงเรือรบประจัญบาน เรือลาดตระเวณหนักที่เกินกำหนดสนธิสัญญานี้ ให้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ทำให้ความรู้ เทคโนโลยีด้านเรือบรรทุกเครื่องบินก้าวหน้า จนกลายเป็นกำลังรบหลักในสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด
 
เรือบรรทุกเครื่องบินโฮโชว                 เรือบรรทุกเครื่องบินแลงลีย์
 
 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้น ชาติที่กลายเป็นมหาอำนาจด้านเรือบรรทุกเครื่องบินคือประเทศญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากสนธิสัญญานาวิกวอชิงตันที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถถือครองเรือประจัญบานได้เท่าอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นแฟชั่นของเรือรบคือเรือประจัญบานที่มีป้อมปืนขนาดนั้นใหญ่ ทางญี่ปุ่นจึงคิดหาหนทางในการทำลายเรือประจัญบานของฝ่ายตรงข้ามโดยใช้เรือรบชนิดอื่น เพื่อทดแทนกำลังเรือประจัญบานที่ไม่สามารถสร้างได้ และสรุปออกมาเป็นการรบโดยใช้เครื่องบินในการทำลายกองกำลังฝ่ายตรงข้าม และในวันที่สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มต้นขึ้น (8 ธันวาคม 1941) กองทัพเรือญี่ปุ่นนำโดยบุรุษที่มาจากกองกำลังอากาศทางเรือนาม อิโซโรกุ ยามาโมโต พลเรือเอกผู้บัญชาการทัพเรือผสมได้นำเรือบรรทุกเครื่องบิน 6 ลำเข้าโจมตีอ่าวเพิร์ล ทำให้โลกได้รับรู้ความน่ากลัวของกองกำลังเรือบรรทุกเครืองบินเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ก็ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้ายของอเมริกา เพราะการโจมตีครั้งนั้นอเมริกาไม่ได้สูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไป บวกกับทราบถึงความอันตรายของเรือบรรทุกเครื่องบิน ทำให้อเมริกาเร่งพัฒนาความรู้ เทคโนโลยีด้านนี้อย่างเร่งด่วนทันที

 อีกด้าน ญี่ปุ่นก็ได้สร้างความหวาดกลัวแก่ประเทศในเอเชียด้วยกองเรือบรรทุกเครื่องบินของตน ไม่ว่าจะเป็นการจมเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษ "เฮอร์มิส (HMS Hermes)" ที่มหาสมุทรอินเดียในเดือนเมษายน 1942 หรือจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกา "เล็กซิงตัน (USS Lexington)" ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ซึ่งการรบครั้งนี้เองถือเป็นการรบแบบเรือบรรทุกเครื่องบินปะทะเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย และที่น่าสนใจในเหตุการณ์ครั้งนี้คือสาเหตุการจมของเรือเล็กซิงตันคือ การเกิดไฟไหม้ที่ไม่สามารถควบคุมได้จากเชื้อเพลิงของเครื่องบินที่เก็บไว้ภายในเรือ การเป็นบันทึกบทเรียนในการควบคุมความเสียหายของตัวเรือบรรทุกเครื่องบินอีกหน้าหนึ่ง
 
เรือบรรทุกเครื่องบินเล็กซิงตัน
 
 จนมาถึงกลางปี 1942 หลังจากไร้พ่ายมาตลอดระยะเวลาปีกว่า กองกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินก็ได้พบกับจุดจบในสมรภูมิมิดเวย์ เมื่อสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไปในศึกนี้ทีเดียว 4 ลำได้แก่อาคากิ (Akagi), คากา (Kaga),โซริว (Soryu), ฮิริว (Hiryu) สร้างความเสียหายให้กำลังญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการควบคุมไฟไหม้ที่เกิดจากเชื้อเพลิงเครื่องบินทั้งภายในเรือและดาดฟ้าเรือไม่ได้ ทางญี่ปุ่นเลยสั่งให้จมเรือของตนเองลงเพื่อไม่ให้อเมริกานำเรือของตนไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ทางด้านอเมริกาที่มีชัยจากสมรภูมินี้ได้นำไปสู่การตีโต้กลับ เดือนธันวาคมเรือบรรทุกเครื่องบิน "เอสเซ็กซ์ (Essex)"ที่เริ่มสร้างก่อนเกิดสงครามโลกได้เสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นกำลังหลักในสมนภูมิด้านมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงเรือลาดตระเวณต่างๆให้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็ก หรือดัดแปลงเรือสินค้าเพื่อเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินสนับสนุนอีกด้วย
 
เรือบรรทุกเครื่องบินเอสเซ็กซ์

 นอกจากเรือบรรทุกเครื่องบินจะค่อยลดลงไปเรื่อยๆ ญี่ปุ่นยังประสบปัญหานักบินเก่งๆไม่เพียงพออีด้วย ตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงครามญี่ปุ่นไม่ค่อยให้ความสนใจในการช่วยชีวิตนักบินที่ถูกยิงตก และยังใช้นักบินไปกับแผนการรบแบบคามิคาเซะ ทำให้ขนาดนักบินชำนาญการเป็นจำนวนมาก ศึกสงครามกลางอากาศช่วงท้ายๆก็ไม่สามารถต่อกรกับอเมริกาที่เล็งเห็นความสำคัญในจุดนี้ ช่วยชีวิตนักบินที่ถูกยิงตกให้ได้มากที่สุด ในปี 1944 ญี่ปุ่นได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเกราะหนัก "ไทโฮ (Taihō)" และเรือบรรทุกเครื่องบินที่ปรับปรุงจากเรือประจัญบานชั้นยามาโตลำที่ 3 "ชินาโน (Shinano)" ออกประจำการแต่อนิจจาอายุสั้นทั้งคู่ โดยเรือบรรทุกเครื่องบินไทโฮถูกตอปิโดจากเรือดำน้ำของสหรัฐในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปิน ทำให้เกิดไฟไหม้ที่ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนเช่นเรือบรรทุกเครื่องบินเล็กซิงตัน นับรวมอายุใช้งานได้ 3 เดือนกว่าๆ ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินชินาโนที่มีระวางขับน้ำมากที่สุดในโลกยุคนั้น (72000 ตัน) ยิ่งแล้วใหญ่มีอายุแค่ 10 วันหลังจากประจำการณ์ ถูกสอยด้วยตอปิโดของเรือดำน้ำสหรัฐเพียง 4 ลูก ก็จมลงระหว่างเดินทางไปประจำที่ฐานทัพเรือคุเระ สาเหตุคือตัวเรือถูกเร่งให้สร้างออกมาทำให้หลายๆอย่างภายในตัวเรือไม่สมบูรณ์ ระบบประตูกั้นน้ำ ระบบสูบน้ำยังไม่ติดตั้งให้พร้อม บวกกับลูกเรือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์เป็นจำนวนมาก ทำให้การควบคุมความเสียหายทำได้ไม่เต็มที่
 
เรือบรรทุกเครื่องบินชินาโน
 
 ยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์คือสมรภูมิที่กลายเป็นเป็นสุสานของกองเรือบรรทุกเครื่องบินของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ก่อนที่กองเรือรบของศัตรูจะเข้ามาในระยะทำการรบตน ญี่ปุ่นจะเริ่มการโจมตีด้วยแผนโจมตีนอกระยะ กล่าวคือส่งเครื่องบินออกโจมตีในระยะไกลก่อน ทำให้นอกจากศัตรูจะไม่ได้ทันตั้งตัวในการทำการรบแล้ว ยังไม่สามารถโจมตีเรือรบญี่ปุ่นกลับได้ แต่ในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ ทางอเมริกามีเทคโนโลยีใหม่มาใช้ต่อกรกับแผนการรบอันนี้ นั้นก็คือ เรดาห์นั้นเองเป็นผลให้แผนการรบของญี่ปุ่นถูกอ่านได้ สามารถตั้งรับเครื่องบินที่จะมาโจมตีด้วยกระสุนชนวนเฉียดระเบิด (Proximity Fuze) และส่งตำแหน่งเรือญี่ปุ่นให้เรือลำอื่นๆลอบไปโจมตีได้

 กลับมาในสมรภูมิยุโรปกันบ้าง ทางด้านนาซีไม่ได้ให้ความสนใจกับเรือบรรทุกเครื่องบิน กลายเป็นมีแค่อังกฤษและฝรั่งเศสเท่านั้นที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินครอบครองในสงคราม เลยใช้เพียงแค่เป็นสนามบินกลางมหาสมุทรเท่านั้น และไม่สามารถใช้ในบริเวณทะเลแคบๆได้ เนื่องจากภัยใต้น้ำของเรือดำน้ำของเยอรมันที่จมเรือบรรทุกเครื่องบินชื่อดังของอังกฤษไปจำนวนมาก แต่เหตุการณ์แบบนี้อังกฤษก็ได้คาดการณ์ไว้แล้วก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สองจะเกิดขึ้น มีการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินเกราะหนักชั้นอิลลัสเทรียสจำนวน 6 ลำออกมาในช่วงปี 1940-1944 ถึงแม้จะโดนโจมตีจากนาซีและญี่ปุ่น เรือชั้นนี้กลับรอดจากสงครามได้ทั้ง 6 ลำ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของเกราะหนักที่เพิ่มเติมในเรือบรรทุกเครื่องบินของอังกฤษ
 
 สรุปเรือบรรทุกเครื่องบินในสงครามโลกครั้งที่สอง มีเรือบรรทุกเครื่องบินที่เข้าร่วมสงครามทั้งหมด 69 ลำ แบ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน 41 ลำ เรือบรรทุกเครื่องขนาดเล็ก 28 ลำ และยังมีอยู่ในระหว่างต่ออีก 17 ลำ
- สหรัฐอเมริกา
เรือบรรทุกเครื่องบิน 17 ลำ
เรือบรรทุกเครื่องขนาดเล็ก 9 ลำ
อยู่ในระหว่างต่อ 10 ลำ
- ญี่ปุ่น
เรือบรรทุกเครื่องบิน 12 ลำ
เรือบรรทุกเครื่องขนาดเล็ก 12 ลำ
อยู่ในระหว่างต่อ 3 ลำ
- อังกฤษ
เรือบรรทุกเครื่องบิน 11 ลำ
เรือบรรทุกเครื่องขนาดเล็ก 7 ลำ
- ฝรั่งเศส
เรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำ
- เยอรมัน
เรือบรรทุกเครื่องบินที่อยู่ในระหว่างต่อนาม "กราฟ เซพเพลิน (Graf Zeppelin)" และ "เวเซอร์ (Weser)"
- อิตาลี
เรือบรรทุกเครื่องบินที่อยู่ในระหว่างต่อนาม "อาคิวรา (Aquila)" และ "สปาวิเอโร่(Sparviero)"
 
ปล. 1 อย่าสับสนระหว่างเรือบรรทุกเครื่องบินกับเรือทั่วไปที่มีดาดฟ้าสำหรับขึ้นลงของเครื่องบินที่ไม่สามารถเก็บเครื่องไว้ในตัวเรือได้
ปล. 2 เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกเป็นของเรือฝู่ดร์จากกองทัพเรือฝรั่งเศส แต่ประเทศที่ริเริ่มความคิดเอาเครื่องบินออกบินขึ้นลงบนเรือเป็นประเทศแรกคือสหรัฐอเมริกา นับจากพี่น้องตระกูลไรท์ประดิษฐ์และทดลองบินสำเร็จในปี 1903 ในเวลาต่อมาไม่นานเครื่องบินก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอย่างรวดเร็ว และเป็นอเมริกานี่เองที่เป็นประเทศแรกที่ทดลองนำเครื่องบินขึ้นจากดาดฟ้าเรือลาดตระเวนเบา "เบอร์มิงแฮม (USS Birmingham)" สำเร็จในปี 1910 และทดลองนำเครื่องลงจอดสำเร็จบนดาดฟ้าเรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ "เพนซิลเวเนีย (USS Pennsylvania)" ในปีต่อมา ถึงเป็นต้นความคิดให้กับประเทศอื่นๆ รู้ว่าการนับเครื่องบินขึ้นลงบนเรือนั้นมีความเป็นไปได้
ปล. 3  รูปประกอบจากกูเกิ้ลและวีกีพีเดียเป็นส่วนใหญ่
          หนังสือ Kokubokan (航空母艦) 
          หนังสือ Shirazaru Kubonohimitsu (知られざる 空母の秘密) 
          หนังสือ Zukai Gunkan (図解軍艦)
          วิดีโอสารคดี National Geographic - Supercarrier
          วิดีโอสารคดี National Geographic - Big Bigger Biggest - Aircraft Carrier
          วิดีโอสารคดี Discovery Channel - Mighty Ships - USS Nimitz

edit @ 17 Jan 2013 07:37:24 by Navigator

Comment

Comment:

Tweet